วันวานของ ชายหนุ่ม

วันจันทร์ที่ 13 พฤษภาคม พ.ศ. 2556

เสน่ห์หลวงพระบาง

เสน่ห์หลวงพระบาง

เสน่ห์หลวงพระบาง
หลวงพระบางเดิมเคยเป็นเมืองหลวงเก่าแก่แห่งอาณาจักรล้านช้าง ซึ่งเขตตัวเมืองชั้นในได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกเมื่อปี 2538 (UNESCO World Heritage Sites)  ปัจจุบันเป็นสถานที่ท่องเที่ยวที่สำคัญของประเทศลาวและภูมิภาคอาเซียน เสน่ห์ของหลวงพระบางอยู่ที่วิถีชีวิตของผู้คนที่ยังคงดำเนินไปอย่างไม่เร่งรีบและอัธยาศัยไมตรีที่ดี ไม่เพียงแค่นั้น ในตัวเมืองยังเต็มไปด้วยวัดวาอารามและสิ่งปลูกสร้างที่มีอายุเก่าแก่สไตล์โคโลเนียลผสมเรือนไม้แบบลาว สำหรับภูมิประเทศของหลวงพระบางตั้งอยู่ทางตอนเหนือของประเทศลาวมีแม่น้ำโขงไหนผ่านทางทิศเหนือและแม่น้ำคานผ่านมาบรรจบกับแม่น้ำโขง สภาพอากาศอยู่ในเขตร้อนชื้นแบ่งออกเป็น 3 ฤดู ฤดูร้อน (ก.พ.-เม.ย.)  อุณหภูมิเฉลี่ย 29-33 องศาเซลเซียส แสงแดดค่อนข้างร้อน – ฤดูฝน (พ.ค.-ต.ค.) อุณหภูมิเฉลี่ย 25-30 องศาเซลเซียส มีฝนตกชุก – ฤดูหนาว (พ.ย.-ม.ค.) อุณหภูมิเฉลี่ย 15-20 องศาเซลเซียส อากาศค่อนข้างเย็น เป็นช่วงไฮซีซัน แนะนำให้เดินทางท่องเที่ยวมาในช่วงนี้
ปั่นจักรยานเที่ยวเขตเมืองชั้นในหลวงพระบาง
สำหรับไฮไลต์ของการท่องเที่ยวหลวงพระบางก็คือการเช่าจักรยานปั่นตามตรอกซอกซอยในเขตตัวเมืองชั้นใน เลาะเข้าชมวัดวาอารามต่างๆ เช่น วัดพระมหาธาตุราชบวรวิหาร , วัดหอเชียงวรวิหาร , วัดโพนไซซะนะสงคราม , วัดใหม่สุวันนะพูมาราม หรือจะแวะขึ้นพูสี (พระธาตุพูสี) ที่อยู่ใจกลางเมืองหลวงพระบางที่ซึ่งเป็นที่ประดิษฐานพระธาตุพูสี พระคู่บ้านคู่เมืองหลวงพระบาง  ตกดึกช่วงเวลาประมาณ 18.00-24.00 น. ของทุกวันจะมีตลาดมึด หรือ ถนนคนเดิน ซึ่งเป็นทางยาวประดับประดาไปด้วยแผงวางขายสินค้ามากมาย อยู่แถวๆ ถนนสีสะหว่างวง (ใกล้ทางขึ้นพูสีด้านหอพิพิธภัณฑ์ฯ) ซึ่งชาวบ้านจะนำสินค้าพื้นเมืองมาวางขาย ได้แก่ กระเป๋าผ้า เสื้อผ้า และของที่ละลึก เป็นต้น ส่วนในช่วงเช้าของทุกๆ วัน ประมาณ 5.30-9.00 น. จะมีตลาดเช้า บริเวณถนนอินทาสม (ใกล้ที่ทำการไปรษณีย์) ซึ่งเป็นแบบวิถีชาวบ้านเพื่อคนท้องถิ่นอย่างแท้จริง  และหากต้องการใส่บาตรข้าวเหนียวให้เตรียมตัวในช่วง 5.30-6.00 ที่ถนนสีสะหว่างวงถึงถนนกิ่งกิตสะราชจะมีพระสงฆ์เดินผ่านเพื่อรับบิณฑบาตราวๆ 300 รูป ซึ่งจะมีชาวลาวแต่งกายเรียบร้อยทั้งยังพาดแพรเบี่ยงหรือสไบพาดไหล่แทบทุกคน  สำหรับอาหารพื้นเมืองที่สนใจคือ เฝอ แนะนำอยากให้ไปลองชิมที่ร้านเฝอหน้าวัดแสงช่วงเช้าๆ หน่อย เพราะเที่ยงๆ อาจจะหมดได้ครับ
เรื่องราวทั้งหมดนี้เป็นเพียงแค่บางส่วนที่ถ่ายทอดเสน่ห์ของหลวงพระบาง หากเพื่อนๆ อยากรู้ถึงเสน่ห์ที่แท้จริง คงต้องหาโอกาสไปสัมผัสเพื่อที่จะได้เข้าใจคำว่าเสน่ห์ของหลวงพระบางนั้นเป็นอย่างไร
ขอบคุณข้อมูลจาก ท่องเทียวหลวงพระบาง

10 ผลไม้ไทยมีสารต้านมะเร็ง


 10 ผลไม้ไทยมีสารต้านมะเร็ง

     กรมอนามัยวิจัย 10 ผลไม้ไทย มีสารต้านมะเร็งสูง นางนัทยา จงใจเทศ นักวิทยาศาสตร์การแพทย์ กองโภชนาการ กรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข (สธ.) กล่าวว่า จากการทำวิจัย “องค์ความรู้เรื่องปริมาณสารต้านอนุมูลอิสระในผลไม้ เพื่อส่งเสริมสุขภาพ (วิตามินซี วิตามินอี และ เบต้าแคโรทีน) ในผลไม้ ที่ทำการศึกษาในผลไม้ 83 ชนิด พบว่า ผลไม้ 10 อันดับแรกที่มีเบต้าแคโรทีนสูง คือ
1. มะม่วงน้ำดอกไม้สุก
2. มะเขือเทศราชินี
3. มะละกอสุก
4. กล้วยไข่
5. มะม่วงยายกล่ำ
6. มะปรางหวาน
7. แคนตาลูปเนื้อเหลือง
8. มะยงชิด
9. มะม่วงเขียวเสวยสุก
10. สับปะรดภูเก็ต
ขอบคุณข้อมูลจาก ความน่ารู้เกี่ยวกับสุขภาพ

ผลิตภัณฑ์ไฮแทคใหม่ๆ ในปี 2013



ผลิตภัณฑ์ไฮแทคใหม่ๆ ในปี 2013

สำรวจผลิตภัณฑ์ไฮเทคใหม่ๆ ในปี 2013

1. Microsoft Surface Pro

หลังจากไมโครซอฟท์ได้วางขาย Surface RT ไปแล้วเมื่อปี 2012 ซึ่งเป็นลูกผสมระว่าง Tablet และ Notebook แต่ Surface Pro ที่กำลังจะเปิดตัวในปีนี้จะมีบางอย่างที่เปลี่ยนไป ก็คือ จะเป็นรุ่นที่สนับสนุนระบบปฏิบัติการ  Windows 8 แบบสมบูรณ์  และมาพร้อมหน้าจอขนาด 10 นิ้ว ที่ความละเอียด 1920×1080 พิกเซล และหน่วยประมวลผล  Intel Core i5 ซึ่งเพียงพอที่จะนำไปใช้เป็นทั้ง laptop หรือ tablet ตัวเก่งได้อย่างสุดยอดเลยทีเดียว (อยากได้อันนี้ครับ)
Microsoft Surface Pro

2. iPad 5

มีความคาดหวังว่า iPad 5 จะมีรูปร่างที่บางขึ้นและนำหนักเบาลงกว่าในรุ่น iPad 4
iPad 5

3. iPhone 6

มีกระแสข่าวว่า iPhone 6 (หรืออาจจะเป็นชื่อ iPhone 5S) รุ่นนี้จะใช้หน่วยประมลผลเป็น A6X หรือ A7  ส่วนในรูปที่เห็นยังไม่ใช่ตัวจริงนะครับ เป็นเพียงรูปออกแบบจาก Yanko Design
 iPhone 6

4. Microsoft Surface Phone

ไมโครซอฟท์ให้ข่าวว่าปีนี้มีแผนจะผลิตสมาร์ทโฟนของตัวเองวางขายบ้าง อะไรบ้าง ก็ต้องติดตามกันตอนต่อไปครับ
Microsoft Surface Phone

5. Blackberry 10 Smartphone

Blackberry 10 มีข่าวจะเปิดตัวเป็นทางการในไตรมาสที่ 1 ของปี 2013 หน้าจอของอุปกรณ์รุ่นนี้จะเป็นหน้าจอสัมผัสแบบ iPhone และ Android และจะเน้นกลุ่มเป้าหมายไปที่ผู้ใช้ในองค์กร
Blackberry 10 Smartphone

6. Key Lime Pie

เป็นระบบปฏิบัติการ Android รุ่นใหม่ล่าสุดที่จะเปิดตัวในปีนี้ สำหรับคุณสมบัติเด่นๆ ก็คือ สามารถแสดงผล 2 แอพพลิเคชั่นได้ใน 1 หน้าจอพร้อมๆ กัน และ การเข้าถึงบริการต่างๆ ของ Google ได้ดีขึ้น  และยังช่วยเรื่องของการประหยัดพลังงาน ทำให้แบตเตอรี่ทำงานได้นานขึ้น
Key Lime Pie

7. 802.11ac access points

เป็นมาตราฐาน Wifi ใหม่ที่มีความเร็วของการ รับ-ส่ง ข้อมูลเริ่มต้นที่ 443 Mbps มีชื่อเล่นว่า Gigabit Wi-Fi
802.11ac access points

8. Bendable phones

เป็นสมาร์ทโฟนที่มีรูปทรงแปลกๆ ที่สามารถม้วนเป็นวงกลมได้ สามารถนำไปคล้องที่ข้อมือคล้ายกำไลแฟชั่น ก็ดูแปลกตาไปอีกแบบ วัยรุ่น สาวๆ คงชอบนะครับ คาดว่าจะเริ่มมีวางจำหน่ายในปี 2013
Bendable phones

9. HTC M7

สมาร์ทโฟนรุ่นใหม่ของค่าย HTC ที่มาพร้อมกับหน้าจอ 5 นิ้วแบบ HD กล้องถ่ายรูป 13 ล้านพิกเซล และหน่วยความจำ 2 GB คาดว่าจะวางจำหน่ายในเดือนมีนาคม 2013 สำหรับสาวก HTC ก็เตรียมเงินในกระเป๋าได้ครับ
HTC M7

ขอบคุณข้อมูลจาก 


โทษของบุหรี่


โทษของบุหรี่
  สารประกอบในบุหรี่
บุหรี่มีสารประกอบต่างๆ อยู่ประมาณ 4000 ชนิด มีสารก่อมะเร็งไม่ต่ำกว่า 42 ชนิด ซึ่งสารบางชนิดเป็นอันตรายที่สำคัญ คือ
 นิโคติน
 กดประสาทส่วนกลาง มีผลต่อต่อมหมวกไต ทำให้เกิดการหลั่งอิพิเนฟริน ทำให้ความดันโลหิตสูงขึ้น หัวใจ เต้นเร็วกว่าปกติ และไม่เป็นจังหวะ หลอดเลือดที่แขนและขาหดตัว เพิ่มไขมันในเส้นเลือด (ก้นกรองไม่ได้ทำให้ ปริมาณนิโคตินลดลงได้)
 ทาร์ หรือน้ำมันดิน
 สารก่อมะเร็ง เช่น มะเร็งปอด, กล่องเสียง, หลอดลม. หลอดอาหาร, ไต, กระเพาะปัสสาวะ และอื่นๆ ร้อยละ 50 ของน้ำมันดิน จะไปจับที่ปอด เกิดระคายเคือง ทำให้ไอเรื้อรัง มีเสมหะ
 คาร์บอนมอนอกไซด์
 ทำให้เม็ดเลือดแดงไม่สามารถจับออกซิเจนได้เท่ากับเวลาปกติ เกิดการขาดออกซิเจน ทำให้ มึนงง ตัดสินใจช้า เหนื่อยง่าย ซึ่งเป็นสาเหตุสำคัญของโรคหัวใจ
 ไฮโดรเจนไซยาไนด์ 
 ก๊าซพิษ ทำลายเยื่อบุผิวหลอดลมส่วนต้น ทำให้ไอเรื้อรัง มีเสมหะเป็นประจำโดยเฉพาะตอน เช้า
 ไนโตรเจนไดออกไซด์ 
 ก๊าซพิษทำลายเยื่อบุหลอดลมส่วนปลาย และถุงลม ทำให้ผนังถุงลมบางโป่งพอง ถุงลมเล็กๆ หลายอันแตก รวมกันเป็นถุงลมใหญ่ ทำให้เกิดโรคถุงลมโป่งพอง
 แอมโมเนีย
 มีฤทธิ์ระคายเคืองเนื้อเยื่อ ทำให้แสบตา แสบจมูก หลอดลมอักเสบ ไอมีเสมหะมาก
 สารกัมมันตรังสี ์ 
 ควันบุหรี่มีสารโพโลเนียม 210 ที่มีรังสีอัลฟาอยู่ เป็นสาเหตุของโรคมะเร็งปอด

ขอบคุณข้อมูลจาก   

sathaporn


เรื่องก๊าซธรรมชาติ

เรื่องก๊าซธรรมชาติ 
1. ก๊าซธรรมชาติคืออะไร
            ก๊าซธรรมชาติ คือ ส่วนผสมของก๊าซไฮโดรคาร์บอน และสิ่งเจือปนต่างๆในสภาวะก๊าซ สารประกอบไฮโดรคาร์บอนที่พบ
ในธรรมชาติได้แก่ มีเทน อีเทน โพรเพน บิวเทน เพนเทน เป็นต้น สิ่งเจือปนอื่นๆที่พบในก๊าซธรรมชาติ ได้แก่คาร์บอนไดออกไซด์
์ไฮโดรเจนไดซัลไฟด์ เป็นต้น
            ก๊าซธรรมชาติเป็นสารประกอบไฮโดรคาร์บอนที่มีสารสำคัญ 2 ชนิด คือ ไฮโดรเจน (H) กับ คาร์บอน (C) รวมตัวกันใน
สัดส่วนของอะตอมที่ต่างๆกัน โดยเริ่มตั้งแต่สารประกอบไฮโดรคาร์บอนอันดับแรกที่มีคาร์บอนเพียง 1 อะตอม กับ ไฮโดรเจน 4 อะตอม มีชื่อเรียกโดยเฉพาะว่า  "ก๊าซมีเทน" จนกระทั่งมีคาร์บอนเพิ่มมากขึ้นถึง 8 อะตอม กับไฮโดรเจน 18 อะตอม มีชื่อเรียกว่า "อ๊อกเทน"
2. การเกิดก๊าซธรรมชาติ
            ก๊าซธรรมชาติเกิดจาก การสะสมและทับถมกันของซากพืชซากสัตว์ สะสมเป็นเวลานาน จนเกิดการรวมตัวกันเป็น
ก๊าซธรรมชาติ ซึ่งประกอบด้วย สารประกอบไฮโดรคาร์บอนต่างๆ ได้แก่ มีเทน อีเทน โพรเพน เพนเทน เฮกเซน เฮปเซน และ
สารประกอบไฮโดรคาร์บอนอื่นๆอีก นอกจากนี้มีสิ่งเจือปนอื่นๆอีก เช่น ก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ ไฮโดรเจนซัลไฟด์ ฮีเลียม ไนโตรเจนและไอน้ำ เป็นต้น
            ก๊าซธรรมชาติที่ได้จากแหล่งอาจประกอบด้วยก๊าซมีเทนล้วนๆ หรืออาจจะมีก๊าซไฮโดรคาร์บอนชนิดอื่นๆปนอยู่บ้าง ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับสภาพแวดล้อมของแหล่งธรรมชาติแต่ละแห่งเป็นสำคัญ แต่โดยทั่วไปแล้ว ก๊าซธรรมชาติจะประกอบด้วย
ก๊าซมีเทนตั้งแต่ 70 เปอร์เซนต์ขึ้นไป และมีก๊าซไฮโดรคาร์บอนชนิดอื่นปนอยู่บ้าง ก๊าซธรรมชาติที่ประกอบด้วยมีเทนเกือบ
ทั้งหมด เรียกว่า  " ก๊าซแห้ง (dry gas)" แต่ถ้าก๊าซธรรมชาติใดมีพวกโพรเพน บิวเทน และพวกไฮโดรคาร์บอนเหลวหรือ
ก๊าซโซลีนธรรมชาติ เช่น เพนเทน เฮกเทน ฯลฯ ปนอยู่ในอัตราที่ค่อนข้างสูง เรียกก๊าซธรรมชาตินี้ว่า "ก๊าซชื้น (wet gas)"
              ก๊าซธรรมชาติที่ประกอบด้วยมีเทนหรืออีเทนหรือที่เรียกว่าก๊าซแห้งนั้นจะมีสถานะเป็นก๊าซที่อุณหภูมิและความดัน
บรรยากาศ ดังนั้น การขนส่งจึงจำเป็นต้องวางท่อส่งก๊าซ ส่วนก๊าซชื้นที่มีโพรเพนและบิวเทน ซึ่งทั่วไปมีปนอยู่ประมาณ 4 – 8 เปอร์เซ็นต์ จะมีสถานะเป็นก๊าซที่อุณหภูมิและความดันบรรยากาศเช่นกัน เราสามารถแยกโพรเพนและบิวเทนออกจาก
ก๊าซธรรมชาติได้แล้วบรรจุลงในถังก๊าซ เรียกก๊าซนี้ว่า ก๊าซปิโตรเลียมเหลวหรือ LPG(Liquefied Petroleum Gas) ส่วนก๊าซธรรมชาติเหลวหรือก๊าซโซลีนธรรมชาติ ซึ่งเรียกกันว่า "คอนเดนเซท" (Condensate) คือ พวกไฮโดรคาร์บอนเหลว ได้แก่ เพนเทน เฮกเซน เฮปเทน และอ๊อกเทน ซึ่งมีสภาพเป็นของเหลวเมื่อผลิตขึ้นมาถึงปากบ่อบนแท่นผลิตสามารถแยกออกจาก
ก๊าซธรรมชาติได้บนแท่นผลิต การขนส่งอาจลำเลียงทางเรือหรือส่งไปตามท่อได้
3. พัฒนาการของก๊าซธรรมชาติ
               ก๊าซธรรมชาติ ซึ่งครั้งหนึ่งเป็นสิ่งที่ไม่ต้องการ เนื่องจากมีการใช้พลังงานน้อย และมีน้ำมันดิบอยู่เหลือเฟือเกินความ
ต้องการ แต่ในปัจจุบันนี้ ก๊าซธรรมชาติถูกนำมาใช้ทดแทนน้ำมันมากขึ้น ทั้งนี้เนื่องจากน้ำมันเหลือน้อยลงนั่นเอง และราคาน้ำมัน
ของโลกก็สูงขึ้นประกอบกับก๊าซธรรมชาติจัดเป็นเชื้อเพลิงที่สะอาด ดังนั้นด้วยเหตุนี้จึงได้มีการพัฒนาในการนำก๊าซธรรมชาติ
ิมาใช้เป็นพลังงานทดแทนมากขึ้น ในขณะนี้ประเทศไทยได้ใช้ก๊าซธรรมชาติเป็นเชื้อเพลิงแล้ว โดยได้ทดลองใช้กับรถประจำทาง
ของขนส่งมวลชนและรถแท๊กซี่จำนวนหนึ่ง ซึ่งต่อไปจะพัฒนาระบบและอำนวยความสะดวกเกี่ยวกับสถานีบริการที่รองรับ
สำหรับผู้ใช้ก๊าซธรรมชาติ และทางภาคอุตสาหกรรมได้นำก๊าซธรรมชาติไปใช้ทดแทนน้ำมันและก๊าซปิโตรเลียมเหลวแล้ว ซึ่งในอนาคตก๊าซธรรมชาติจะมีบทบาทมากขึ้นเมื่อเปรียบเทียบกับน้ำมันและก๊าซปิโตรเลียมเหลว ทั้งนี้เนื่องจากราคาของน้ำมัน
และก๊าซปิโตรเลียมเหลวจะสูงขึ้นเรื่อยๆเมื่อเทียบกับราคาก๊าซธรรมชาติ จึงนับว่าก๊าซธรรมชาติเป็นทรัพยากรที่สำคัญยิ่งและควร
จะสนับสนุน และอีกประการหนึ่งเพื่อลดการนำเข้าน้ำมันได้อีกด้วย

ขอบคุณข้อมูลจาก 

sathaporn


การขับรถที่ถูกต้องเพื่อยืดอายุการใช้งานและช่วยประหยัดน้ำมัน


    การขับรถที่ถูกต้องเพื่อยืดอายุการใช้งานและช่วยประหยัดน้ำมัน 
    การขับรถเพื่อให้ได้ระยะทางที่เพิ่มมากขึ้นต่อน้ำมันหนึ่งลิตร เป็นสิ่งที่สามารถทำได้อย่างง่ายทั้งยังเป็นผลทำให้อายุการใช้งานของเครื่องยนต์ยาวนานยิ่งขึ้น เป็นการประหยัดค่าใช้จ่าย่ทั้งค่าซ่อม และค่าน้ำมันเชื้อเพลิงโดยการปฏิบัติคตามข้อแนะนำดังต่อไปนี้
  • เติมลมยางให้มีความดันถูกต้องเสมอโดยการตรวจเช็คความดันลมยางอย่างน้อยเดือนละครั้ง ลมยางอ่อนเกินไป จะกินยางและสิ้นเปลืองเฃื้อเพลิง
  • อย่านำของที่ไม่จำเป็นไปกับรถ น้ำหนักที่บรรทุกไปโดยไม่จำเป็นจะกินกำลังเครื่องยนต์และสิ้นเปลืองเชื้อเพลิงมากขึ้น
  • ไม่จำเป็นต้องอุ่นเครื่องนาน ทันทีที่เครื่องเดินเรียบก็ค่อยๆออกรถได้
  • เร่งเครื่องอย่างช้าๆและนุ่มนวล อย่าเร่งออกรุนแรง และเปลี่ยนเกียร์สูงขึ้นโดยเร็ว
  • อย่าติดเครื่องเดินเบานานๆ เมื่อต้องรอคอยนานๆ หรือไม่ได้ขับขี่อยู่ควรดับเครื่องแล้วค่อยๆสตาร์ทใหม่ทีหลัง
  • หลีกเลี่ยงการลากเกียร์และเร่งเครื่องจนรอบจัดเกินไปใช้เกียร์ให้เหมาะสมกับช่วงความเร็ว และ สภาพถนน
  • อย่าหยุดหรือเบรคโดยไม่จำเป็น กะช่วงเวลาและสัญญาณไฟจราจรให้ดี รักษาระยะจากคนอื่นให้พอสมควร เพื่อหลีกเลี่ยงอุบัติเหตู และ การเบรคหยุดโดยไม่จำเป็น
  • หลีกเลี่ยงการจราจรที่หนาแน่นติดขัด
  • อย่าวางพักเท้าบนแป้นเหยียบคลัชท์หรือเบรคซึ่งจะก่อให้เกิดความสึกหรอที่ไม่จำเป็นและสิ้นเปลืองเชื้อเพลิงมากขึ้น
  • รักษาความเร็วบนทางหลวงให้พอเหมาะ ยิ่งขับขี่ด้วยความเร็วสูงมากๆ ยิ่งสิ้นเปลืองเชื้อเพลิงมากขึ้น
  • ล้างฝุ่นและโคลนใต้ท้องรถออกให้หมด นอกจากจะเป็นการช่วยลดน้ำหนักยังป้องกันสนิมด้วย
  • ระมัดระวังศูนย์ล้อให้ถูกต้องเสมอ ระวังอย่าให้ชน หรือกระทบกระแทกจนศูนย์ล้อหน้าเสีย ซึ่งนอกจากจะเป็นผลให้ยางสึกหรอผิดปกติแล้ว ยังเพิ่มภาระให้กับเครื่องยนต์ ทำให้สิ้นเปลืองเชื้อเพลิงไปโดยเปล่าประโยชน์ด้วย
  • หมั่นปรับตั้งเครื่องยนต์ให้สมบูรณ์อยู่เสมอ จะทำให้สมรรถนะของเครื่องยนต์ดีอยู่เสมอ ก็จะไม่สิ้นเปลืองน้ำมันเชื้อเพลิง

  • ขอบคุณข้อมูลจาก 

    sathaporn